วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ธรรมะแบบสั้นๆ หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม จ.ชัยภูมิ

วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ขบวนบุคลกรสำนักศึกษาทั่วไป ที่กำลังเดินทางไปดูประสบการณ์งานจัดการเรียนการสอนของการศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัยนเรศวร จ. พิษณุโลก พากันแวะไปกราบหลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม ที่วัดป่าห้วยกุ่ม ต.หนองโพนงาม อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ

หลวงพ่อถามเชิงทักทาย ให้พวกเราคลานเข่าเข้าไปไกล้ๆ หลังจาก อ.ไพโรจน์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านมานาน กราบเรียนท่านพอเข้าใจที่ไปที่มา ท่านก็ถามต่อว่า จะเอาอะไรหล่ะ?  ผมตอบดังๆ ทันทีว่า อยากขอวิธีปฏิบัติธรรมแบบสั้นๆ ก็ได้ครับ

หลวงพ่อตอบทำนองว่า แบบสั้นๆ ถ้าขยันก็พอได้ แต่ถ้าขี้เกียจ ไม่ทำ จะยาวจะสั้นก็ไม่ได้อะไร  ก่อนที่ท่านจะเดินเข้าไปเอา "ของดี" มาแจก แล้วแสดงธรรมแบบสั้นๆ ดังคลิปนี้ให้พวกเราฟัง


ผมแนะนำให้เปิดดูหลายๆ รอบ เพื่อตีความสิ่งที่ท่านสอน  ผมเองมาเข้าใจหลายประเด็นหลังจากการมาฟังซ้ำ ดังนี้

ให้นั่งพุทโธๆ (นั่งสมาธิแนวหลวงปู่มั่น) ยามมื่อแลง ก่อนนอนกับตอนตื่นนอน ตีหนึ่ง ตีสอง หรือตีสาม  จะทำให้จิตมีกำลัง
  • ความจริงนั่งตอนไหนก็ได้ จะเวลามาก เวลาน้อยก็ได้  "... จังหลวงพ่อน่ะ ตอนได๋กะได้ นั่งเข้าปั้บซ่ำตายละ...บ่อได้ไปหยุ่งเกี่ยวกับไผ"
  • ถ้าเป็นคนทั่วไป จิตจะไม่มีกำลัง ส่งออกนอกตลอดวัน ไม่สงบ "....คิดอีหยังก็มีกำลังดอก คิดมาตะน้อยเท่าใหญ่ บ่อได่หยังดอก...."
  • "...จั่งหลวงพ่อเนี่ย คึดหยังปั๊ป ซ่ำไปซิดเบ็ดล่ะ ได้ทันที เห็นทันตา....จิตมีกำลังคือแม่เหล็กดูดเหล็ก ซิดูดมาเอง...."
  • "... คิดอีกเอาอีหยังบ่อได้เลย ในโลกนี่ มันซิไปฮ้อนผู้คน..."
  • "...เอาจั่งสั่นเด้อ... มาฝึกเด้อ บ่อฝึกบ่ได้เด้ลูกหลาน...  ยามสมหวังแน้กะบ่เป็นทุกข์ แต่ยามผิดหวังเด๋... ซิเอาใจไปไว่ไส.... ใจซิบ่อมีหม่องอยู่ ใจซิบ่มีที่เพิ่ง  คือจั่งลม พัดไป พัดมา เป๋ไป เป๋มา ... คึดต่อพี่ต่อน้องกะบ่อได้เด้.... ต้องมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจให้ได้เด้อลูกหลาน..."
  • "...ฝึกแล่วมันซิได้ประโยชน์ใหญ่...ใจมันซิหยั่งลง...  "
ในวิชาฟิสิกส์ แม่เหล็กจะมีโครงสร้างโมเลกุลที่จัดเรียงตัวเป็นระเบียบ มีระเบียบจนมีทิศทางของ "สปิน" (Spin) ซึ่งเป็นคุณสมบัติประจำตัวของอนุภาค หันไปในทิศทางเดียวกัน เกิดเป็น "พลัง" มีพลังอำนาจจนสามารถส่งออกมาดูดเหล็กข้างนอกได้....

ผมเทียบเคียงเอาเองว่า หากฝึกจิตใจจนสงบ ก็คือ ฝึกให้จิตใจมีระเบียบ เมื่อมีระเบียบ ไม่คิด ไม่ส่งออกนอก ใจจึงมีกำลัง นั่นคือมี "พลัง"

ผมเชื่อเรื่องคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่หลวงพ่อบอกอย่างสนิทใจ แม้ว่าวิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ...







วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การสอนลูกให้เป็นคนดี ด้วยเรื่อง "ผี" และ "ฮีโร่"

ผมมีลูกสาว ๒ คน คนแรกชื่อ "ขวัญ" เกิดตอนที่ผมไปประชุมสรุปงาน LLEN ที่เชียงใหม่ ตอนนี้เธออายุ ๓ ขวบ ๑ เดือน มีพัฒนาการทุกด้านมากๆ พูดคุยโต้ตอบเป็นประโยคยาวอย่างเป็นเหตุเป็นผล จำศัพท์ภาษาอังกฤษได้จำนวนมาก ผมสันนิษฐานว่าเป็นเพราะนม ความใส่ใจของแม่ ตา ยาย และป้าจอน และการสอนด้วยกระบวนการเลี้ยงดูแบบใหม่ๆ ที่เรานำมาใช้ ....  หนึ่งในวิธีการหนึ่งที่ผมใช้เพื่อให้รู้จัก "ความไม่ดี" และ "ความดี" คือ การสอนเรื่อง "ผี" และ "ฮีโร่"...

หลักคิดสำคัญ คือ การนำเรื่อง "กฎแห่งกรรม" (กรรมนิยาม) บางประการ มาสร้าง "ทุติยประสบการณ์" (secondary experience) ในการสร้าง "กรอบแห่งความดี" ด้วยเรื่อง "ผี" และ "สัญลักษณ์แห่งความดี" ด้วย "ฮีไร่" ... เป้าหมายหลักคือ ทำให้ลูกเรารู้จักว่า อะไรคือ "ความดี" ที่คนดีทำ ("ฮีโร่") อะไรคือ "ความไม่ดี" ที่ทำให้ต้องกลายมาเป็น "ผี" ชนิดต่างๆ



"ผี" และ "ฮีโร่" ที่นำมาใช้สอนในช่วงนี้




๑) ขโมยและชอบแย่งของคนอื่น ตายไปจะกลายมาเป็น "ผีกองกอย" 

น้องขวัญจะชอบดูคลิป "ผีกองกอย" ที่นี่  ในคลิปมี ผีกองกอยที่ไป "ขโมย" (สอนให้รู้จักคำวาขโมย) กินปลาที่มาติดเบ็ดของชาวบ้าน ...สมัยที่เกิดเป็นคน ผีกองกอย "นิสัยไม่ดี" ชอบไป "ขโมย"  พอตายไปเลย "กลายมาเป็นผีกองกอย" คอยแต่จะแย่งของชาวบ้าน ไม่ทำการงานใด ไม่ "พึ่งตนเอง"... 

๒) "โลภ" อยากได้ของคนอื่น ตายไปจะกลายมาเป็น "ผีเปรต"

ใครที่ "โลภ" อยากได้ของคนอื่น อยากซื้อโน่น อยากซื้อนี่ "ไม่รู้จักพอ" ไม่รู้จัก "ห้ามใจตนเอง" ตายไปจะกลายมาเป็น "ผีเปรต" ตัวผอมสูงใหญ่ "..เท่าต้นตาล...ไปไหนมาไหนลำบาก ปากเท่ารูเข็ม ร้องโหยหวน ด้วยความ "หิวตลอดเวลา" .... คนที่เก่งที่สุดคือคนที่สามารถ "เอาชนะใจตนเองได้" แม้อยากได้ ก็ไม่ซื้อของเล่น"...

๓) "ขี้โมโห" ความไม่ดีของ Hulk มนุษย์ตัวเขียว

นอกจากเน้นสอนลูกให้รู้จัก "ความดี" โดยใช้ "ในหลวง" เป็นสัญลักษณ์แล้ว ผมใช้ "ฮีโร่" ต่างๆ สร้างแรงบันดาลใจให้น้องขวัญ "อยากเป็นคนดี คนเก่ง" แตกต่างกันไปตามลักษณะนิสัยของแต่ละตัว เช่น
  • Iron Man บินได้ เก่งเรื่องการใช้ "เทคโนโลยี" เป็นคนดีที่ "ชอบช่วยเหลือคนอื่น"
  • Spider Man มีใยเหมือนแมงมุม ห้อยโหน ปีนป่ายเก่ง เป็นคนดีที่มีความ "กตัญญู เชื่อฟังตายาย" "ชอบช่วยเหลือคนอื่น"
  • Thor เทพเจ้าสายฟ้า "ฉลาด ไหวพริบดี" มีฆ้อนที่ "คนดี" เท่านั้นที่ยกได้ "ชอบช่วยเหลือคนอื่น"
  • Bat Man เป็นคนดี กล้าหาญ ไม่กลัวความสูง "รักความยุติธรรม" "ชอบช่วยเหลือคนอื่น"
  • Caption America เป็นคนดี มีภาวะ"ผู้นำ" ตัดสินใจเด็ดขาด ฉลาดหัวไว มีโล่ที่สะท้อนกลับสิ่งไม่ดีได้ "ชอบช่วยเหลือคนอื่น"
  • Hulk ก่อนแปลงร่าง เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นคนตั้งใจเรียน ชอบศึกษาค้นคว้า หลังแปลงร่างแล้วยังเป็นคนดี มี"พลังงาน" ไม่จำกัด แต่เสียอย่างเดียว "ขี้โมโห" โกรธโดยไม่มีเหตุผล ...
น้องขวัญจะมี "จิตนาการสูงมาก" ผมคิดว่าเขาน่าจะถนัดใช้ "สมองซีกขวา" เขากำหนดให้สมาชิกในครอบครัวเราเป็น "ฮีโร่" แต่ละตัว ... ที่น่าสนใจคือ เขาจดจำได้แม่นยำในเรื่องนี้ว่าใครเป็น "ฮีโร่" ตัวไหน และไม่เคยเปลี่ยนเลย ตั้งแต่กำหนดครั้งแรก ..

เขาสมมติตนเองเป็น Iron Man และโตขึ้นอยากเป็น Iron Man ผมบอกว่า Iron Man อ่านหนังสือออก เขียนหนังสือได้ และคิดเลขเร็ว ดังนั้นถ้าอยากเป็น Iron Man ตั้องตั้งใจเรียนหนังสือให้เก่งและเป็นคนดี...

ให้คุณตาเป็น Thor เทพเจ้าสายฟ้า ให้คุณยายเป็น Spider Man  ให้แม่เป็น Bat Man ให้น้องเป็น Caption America ให้ป้าจอนเป็น Natalee ให้ลุงเป็นศรีเป็น Barton  เขาสมมติให้ผมเป็น Hulk ... มนุษย์ตัวเขียวเลยต้องเป็น "คนดี" แม้จะไม่ดีที่ "ขี้โมโห" ....








ดูรูปทั้งหมดที่นี่

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"เศรษฐกิพอเพียง" เป็นเรื่องของภูมิคุ้มกันที่ทำให้ "สมดุล ยั่งยืน"

ผมได้เรียนรู้แบบ "กระตุก" เมื่อได้ชมวีดีโอของ รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ  เป็นการ "กระตุก" ให้เข้าที่เข้าทาง อยู่กับแก่นของการดำเนิน "งาน" ที่กำลังทำอยู่  ท้าทายให้ท่านลองดู ...  แล้วย้อนกลับดู "โครงการ" ที่เราทำผ่านๆ มา ว่า "ยั้งยืน ต่อเนื่อง สมดุล" หรือไม่ อย่างไร ...

หลังจากศึกษา สืบค้น ในเวลาอันจำกัด  ผมพบว่า ท่านเป็นหนึ่งใน "คนดีวันละคน" ของ ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช และมีข้อมูลผลงานท่านจำนวนมากในเว็บไซต์ www.phongphit.com จึงสรุปกับตนเองว่า ท่านเป็นนักคิด (นักปรัชญา) และนักพัฒนาชุมชน ที่คนรุ่นหลังอย่างเรา ต้องเอาเป็นแบบอย่างและเรียนรู้ "องค์ความรู้ตามทางเดิน" หรือ "ทางปฏิบัติ" ของท่านให้มาก...


ท่านบอกว่า
  • ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงชาวบ้านได้จริง ต้องระเบิดจากข้างใน เหมือนผลึกที่มันต้องเกิดตรงนั้นและโตออกมาจากข้างใน
  • โครงการ(ในปัจจุบัน) จะยั่งยืนต้องมีเงินและคน เงินหมดคนไป.... จึงไม่ยั่งยืน
  • โอท็อปที่ไม่มีฐานเศรษฐกิจชุมชนไม่ยั่งยืน เพราะไม่มีข้อมูล ความรู้และมีแผน ต้องเข้มแข็งทางความคิด
  • กิจกรรมเป็นเพียงเครื่องมือ ปัญหาคือความอ่อนแอของใจ เพียงพอแล้วกับการพัฒนาจากภายใน

แต่ถ้าจะย้อนฟัง "ภาคทฤษฎี" เชิญท่านดูคลิปนี้ครับ



  • ปศพพ. ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต...ไม่เฉพาะทางเศรษฐกิจ ....เป้าหมายคือ "ดำรงอยู่ได้อย่างมั่งคงและยั่งยืน" ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ทั้งดีและไม่ดี
  • เมื่อน้อมนำมาใช้แล้วจะมี.. " แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนเพื่อสมดุล และพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม "
  • "ต้องสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความ ซื่อสัตย์สุจริต มีความรอบรู้ที่เหมาะสม
  • ปศพพ. มีหลักการ หลักวิชา และหลักปฏิบัติ ดังนี้ หลักการคือ "ทางสายกลาง" ต้องนำ"หลักวิชา" มาใช้อย่างรอบคอบ หลักปฏิบัติคือ "๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข"

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรียนรู้จากประเพณี ๐๒ : งานพิธีรดนำศพ

วันนี้ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๗ ดร.สุรีทอง ศรีสะอาด บุคคลที่มีค่ายิ่งต่อมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ลาจากเราไปด้วยความสงบ  ท่านเป็นบุคคลที่ทำชื่อเสียงและความดีงามทั้งภายในภายนอกมหาวิทยาลัอย่างต่อเนื่องยาวนาน 

ตัวอย่างง่ายๆ ที่เป็นผลงานที่เห็นได้เชิงประจักษ์ที่ท่านสร้างไว้ คือ "คนดี" ท่านเป็นผู้อำนวยการสำนักวิทยที่พัฒนาบุคลากรสำนักวิทย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้มีความกตัญญู รู้ รัก สามัคคี จนมีวัฒนธรรมการทำงานที่ถือเป็น BP ที่ดีที่สุดในมหาวิทยาลัย โดยมีท่านเป็นทั้งแบบอย่างและศูนย์กลางเสมอมา .... ผมมีความเชื่อว่า "คนดีเท่านั้นที่จะสร้างคนดีได้" ไม่เหมือน "คนเก่ง" ที่หลายครั้งเราจะเห็น "เก่งเองได้"




ผมไปร่วมงาน "รดน้ำศพ" ท่านในวันนี้ในฐานะตัวแทนของ GE ร่วมกับ ผอ.อนงค์ฤทธิ์ และหัวหน้าสำนักฯ  ผมเรียนรู้จากการสังเกต "พิธีกรรมกระบวนการ" ที่ผ่านไปทีละขั้นทีละตอน พยายามพินิจพิเคราะห์ดูว่า แต่ละขั้นตอนสอนอะไร "คนอยู่" อย่างเราๆ ที่เข้าไปร่วมงานบ้าง

อธิการบดีของ ๒ มหาวิทยาลัย มาร่วมเป็นประธานในพิธี

อาจารย์มหาวิทยาลัยทั้งเก่าใหม่ในพื้นที่




พิธีกรรมทำดังนี้
- แต่ละคนรดน้ำศพ
- เริ่มพิธี ประธานฝ่ายฆาราวาสและแขกผู้มีเกียรติรดน้ำศพ
- ประธานฝ่ายสงฆ์รดน้ำศพ
- ญาติเข้ามานำสวดบูชาพระรัตนตรัย
- ญาตินำกล่าวคำขอขมาดวงวิญญาน
- บรรจุศพในโรง
- ประธานและแขกผู้มีเกียรติวางดอกไม้สีขาว
- บรรจุโรงศพในโรงเย็น
เสร็จพิธี

จากการสืบค้นผมพบว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะศึกษาเรียนรู้ "พิธีกรรม" นี้ได้ทั้งหมด ... ผู้สนใจเชิญอ่านรายละเอียดในเว็บไซต์ "ลอยอังคาร" ของกองทหารทัพเรือ เองเถิด...

ผมสรุปกับตนเองว่า สาระสำคัญจริงๆ ในงานพิธีรดน้ำศพ ในฐานะ "คนอยู่" ผู้รู้จัก เคยร่วมงาน (ไม่ใช่ลูกหลานใกล้ชิด) คือ การขอขมา อโหสิกรรม และอวยพรให้ "คนไป" ไปสู่สุขคติ เป็นสุขๆ ในภพหน้า ดังวิธีรดน้ำศพ ต่อไปนี้ 

  • ถ้าเป็นคฤหัสถ์ ซึ่งมีอาวุโสสูงกว่าตน ก่อนจะทำพิธีรดน้ำศพ นิยมนั่งคุกเข่า น้อมตัวยกมือไหว้พร้อมกับนึกขอขมาโทษต่อศพนั้นว่า "กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง อะโหสิกัมมัง โหตุ" (ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินต่อท่าน ทางกายก็ดี ทางวาจาก็ดี ทางใจก็ดี ขอท่านโปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด)
  • เมื่อยกมือไหว้ขอขมาโทษต่อศพจบแล้ว ก็ถือภาชนะสำหรับรดน้ำด้วยมือทั้งสอง เทน้ำลงที่ฝ่ามือขวาของศพพร้อมกับนึกในใจว่า "อิทัง มะตะกะสะรีรัง อิสิญจิโตทะกัง วิยะ อโหสิกัมมัง" (ร่างกายที่ตายไปแล้วนี่ ย่อมเป็นอโหสิกรรม ไม่มีโทษ เหมือนน้ำที่รดแล้วฉะนั้น)
  • เมื่อรดน้ำศพเสร็จแล้ว นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้พร้อมกับอธิฐานว่า "ขอจงไปสู่สุคติๆเถิด"
(ที่มา : http://ลอยอังคาร.blogspot.com/2013/11/funeral.html)

ขอจบด้วยกลอนจากเว็บไซต์ดังกล่าว เพื่อเตือนสติชาวเรา "คนอยู่" ให้ยังในความประมาท...

"...หนีอะไรก็หนีได้ในพื้นโลก หนีเศร้าโศกหนีภัยพาลย่อมผ่านได้ หนีหนึ่งเดียวที่สำคัญนั้นความตาย หนีไม่ได้หนีไม่พ้นสักคนเลย .... "

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรียนรู้จาก "ประะเพณีอีสาน" ๐๑: อวยพรคู่บ่าวสาว

วันนี้ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗ เป็นวันฤกษ์ดีสำหรับประเพณีแต่งงาน เดือนนี้มีเพียง ๒ วันที่ตำราโหราฯไทยแนะนำไว้ (อีกวันคือ ๖ ตุลาฯ ที่ผ่านมา) จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ทั่วราชอาณาจักรไทยจะเต็มไปด้วยความสุข "สีชมพู" ในวันนี้

ประเพณีอีสาน ไม่ว่างานไหน สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกคือ "รวมใจ"  แม้กระทั่งการป่วยไข้ สิ่งแรกที่เราทำคือการ "เอาใจ" คือรวมใจให้เข้มแข็ง ด้วยการ "บายศรีสู่ขวัญ"



คำว่า "ศรี" แปลว่า "ดี" คือ "ดีทางโลก" หมายถึง มีโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง อยู่เย็นเป็นสุข ส่วนคำว่า "ขวัญ" ในที่นี้หมายถึง "จิตใจ" การ "บายศรีสู่ขวัญ" หมายถึงการนำสิ่งดีๆ มาไว้ที่จิตใจ มาไว้กับเนื้อกับตัว ถือเป็นขั้นตอนแรกของ "พิธีกรรม" อันเป็นศิริมงคลให้กับตนและคนรอบข้างต่อไป...

ผมตีความ "พิธีกรรม" ในประเพณีแต่งงานของชาวอีสานบ้านเฮา มีสิ่งที่ต้องทำอย่างน้อย ๔ ประการ ที่ต้องทำ ไม่ทำไม่ได้ ได้แก่

๑) การ "รวมใจ" ด้วยการ "บายศรีสู่ขวัญ" ดังที่ว่ามา
๒) การ "ทำบุญ" ร่วมกัน ฝ่ายเจ้าสาวที่เป็นเจ้าภาพ ก็ทำบุญเลี้ยงข้าวทำทาน แขกที่มาร่วมรับประทานอาหารก็ร่วมทำบุญเป็น "ปัจจัย" ร่วมทานกับเจ้าบ่าว-สาว ... สรุปแล้ว การทำบุญช่วยหนุนการ "รวมใจดี" รวมความสุขของทุกๆ คนนั่นเอง...
๓) การ "ประกาศ" ต่อแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงาน ในฐานะเป็นสักขีพยานว่า นับแต่นีั เจ้าบ่าว-สาว ในวันนี้ จะเป็น สามี-ภรรยา กันแล้ว ...
๔) การ "อวยพร" แท้จริงแล้วเป็นน่าจะเป็นการ "สอน สั่ง" จากผู้ "เกิดเก่า เฒ่าก่อน" (ผู้หลักผู้ใหญ่) ให้กับผู้ "เกิดใหม่ ใหญ่หลัง" มีหลักประจำใจที่จำเป็นต้องมีไว้ในการดำรงชีวิตคู่ อยู่เคียงเรียงหมอนกันไปตลอดรอดฝั่ง





ผมถูก "จับจูด" (...ฮา) ให้เป็นตัวแทนกล่าวคำอวยพร แด่คู่บ่าวสาว ในฐานะผู้บังคับบัญชาของฝ่ายเจ้าสาว ...  การกล่าวโดยที่ไม่ได้เตรียมไว้ก่อนแบบนี้ ฝรั่งเขาเรียก "อิม พร้อม ตู้" ... ซึ่งสมควรต้องฝึกไว้กันทุกคน


....เรียนท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ กระผมยินดีและดีใจเหลือเกินที่ได้รับเกียรติให้มาเป็นตัวแทน ฝ่ายเจ้าสาว ผมสังเกตว่าคุณพ่อคุณแม่ของคู่บ่าวสาวมีความสุขและภูมิใจในความสำเร็จของลูกยิ่งในวันนี้ โดยเฉพาะฝ่ายเจ้าสาว ผมเองในฐานะที่ตัวแทนผู้บังคับบัญชา ก็อยากเรียนให้ท่านภูมิใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า ลูกสาวของท่านซึ่งเป็นเจ้าสาวในวันนี้ เป็นผู้ทำงานและรับผิดชอบหน้าที่เรียบร้อยดียอดเยี่ยม โดยเฉพาะการยึดมั่นในความดี ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถือเป็นหลักประจำใจที่ดีและมีแล้วอย่างมั่งคง ดังนั้นก็ขอแสดงความยินดีกับเจ้าบ่าวที่ได้ "คนดีแสนสวย" และ "คนสวยแสนดี" เป็นคู่ชีวิต่อไป ...

... พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า คนเราจะเป็นคู่สามีภรรยาได้นั้น ต้องมี "ธรรม" เสมอกัน ๔ ประการ ได้แก่ ศรัทธาเสมอกัน ศีลเสมอกัน จาคะหรือการให้เสมอกัน และปัญญาเสมอกัน  ในสมัยปัจจุบันนี้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่ชายจะพบหญิง หญิงจะพบชาย ที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอกดังเช่น คู่บ่าวสาวในวันนี้... 

...ขออวยพรให้คู่บ่าวสาว มีความสุข ประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิตร่วมกัน มี "ธรรม ๔ ประการ" นี้ เสมอกันตลอดไปครับ ....








วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

ปลาซิวแก้วจากเขื่อนลำปาว ่จ. กาฬสินธ์ุ

วันที่ ๓-๔ เมษายน ๒๕๕๗ เราไปสัมมนาเพื่อพัฒนาศักยภาพตนเอง ที่เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ผมตื่นตอนเช้าตรู่ของวันที่สองไปวิ่งบนสันเขื่อน พี่ที่ดูแลที่พักบอกว่าปกติจะร้อน แต่สองวันที่เรามีอากาศเย็นสบายดี (มีฝนตกเมื่อเย็นวาน) ผมวิ่งไปรอบๆ เขื่อน เห็นชาวบ้านกำลังรากอวน วิ่งลงไปถ่ายคลิปวิดีโอมาฝากครับ

ผมค้นเรื่อง "ปลาซิวแก้ว" พบว่า เว็บไซต์ภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมาก รวบรวมข้อมูลไว้ดีมาก ลองคลิกอ่านที่นี่ครับ


ส่วนบรรยากาศรอบๆ เขื่อน โดยภาพรวม "ดี" ครับ แต่ผมมีข้อวิพากษ์เชิงพัฒนาเยอะเลยครับ เชิญท่านดูภาพก่อน
















ข้อความเห็นเชิงชื่นชม
  • เมื่อเปรียบเทียบกับเขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาวสวยไม่แพ้เลย สำหรับผมแล้วสวยกว่ามากเลยครับ เพราะสันเขื่อนสำหรับวิ่งออกกำลังกายได้ยาวกว่ามาก
  • ที่นี่มีที่เล่นน้ำ มีเอกชนมาให้บริการ "เรือลากกล้วย" (banana boat) ซึ่งที่เขื่อนอื่นๆ ไม่ค่อยมี
  • มีอาคาร มีสิ่งก่อสร้าง สาธารณปโภคต่างๆ มากมายครับ พร้อมสำหรับการพัฒนาอย่างยิ่ง
  • อยู่ใกล้ ไปมาสะดวกมากๆ 
  • ขาดสถานที่ประชุมสัมมนา ที่มีอยู่ไม่เหมาะต่อการประชุมสัมมนาขนาดใหญ่เลยครับ ทราบภายหลังว่า เป็นห้องประชุมที่ปรับปรุงจากอาคารเดิมที่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ
ข้อคิดเห็นเชิงวิพากษ์
  • ไม่สะอาดครับ สถานที่ท่องเที่ยวต้องสะอาดเป็นที่หนึ่ง ตามถนนหนทาง ตามอาคารสถานที่ ตามร้านอาหารห้างร้านของเอกชน ไม่ค่อยสะอาดครับ 
  • ขาดการจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว เหมือนยังไม่ได้มุ่งสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น ปิดไม่ให้รถวิ่งบนสันเขื่อน ทั้งๆ ที่ผมพิจารณาแล้วไม่ได้มีอันตรายมากนัก  
  • ชาวบ้าน ห้างร้าน อาจจะยังไม่เข้าใจร่วมกันว่า ควรจะจัดห้างร้านของตนเองให้สวยงาม เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งท่องเที่ยว ที่เป็นอยู่ปัจจุบันคือ ปล่อยให้ชาวบ้านช่วยตนเองโดยการทำเทิบ ทำเพิงไม้ชั่วคราวเท่านั้น
เอาใจช่วยครับ